ฉันอ่านอีเมลล์จากเพื่อนฉันที่ส่งมานานแล้ว

ฉันคิดถึง คาลิล ยิบราน ขึ้นมา

เขาบอกว่า

“จงรักกันและกัน แต่อย่าสร้างพันธะแห่งความรัก

และต้นโพธิ์ ต้นไทร ก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันได้

และขอให้ความรักนั้น เป็นเสมือนห้วงสมุทรอันเคลื่อนไหวอยู่

ระหว่างฝั่งแห่งวิญญาณของเธอทั้งสอง

จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน

จงให้ขนมปังแก่กัน แต่อย่ากัดกินจากก้อนเดียวกัน

จงร้องและเริงรำด้วยกัน และจงมีความบันเทิง

แต่ขอให้แต่ละคนได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว

ดังเช่นสายพิณนั้น ต่างอยู่โดดเดี๋ยว

แต่ว่าสั่นสะเทือนด้วยทำนองดนตรีเดียวกัน

จงมอบดวงใจ แต่มิใช่ต่ออีกฝ่ายหนึ่ง

เพราะพระหัตถ์แห่งชีวิตอมตะเท่านั้น ที่จะรับดวงใจของเธอไว้ได้

และจงยืนอยู่ด้วยกัน แต่ว่าอย่าใกล้กันนัก

เพราะว่าเสาของวิหารนั้น ก็ยืนอยู่ห่างกัน”

 

ฉันรู้นะ ว่าแม้แต่เสาของวิหาร ยังต้องห่างกัน เพื่อธำรงค์ไว้ซึ่งความตั้งมั่นแห่งส่วนรวม

อ่านนี่แล้วเหมือนมีใครมา กระซิบเตือนอยู่ข้างหู

กี่ครั้งกี่หน ที่ฉันไม่เคยฟัง

แต่ครั้งนี้

ฉันได้ยินมันดังก้องสุดหัวใจ 

 

………

ฉันนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก ใบหน้า สุ้มเสียง ชายคนนี้

ฉันฝัน ฉันฝันทุกคืน น้อยนักที่จะจำได้

ภาพเป็นประสบการณ์ ความรู้สึกชัดเจนกว่ามาก

ฉันจำได้ว่า ประตูสีขาวบานใหญ่ คล้ายกับทางเข้าออกห้องเคบิน

แน่นอนมันเหมือนห้องเคบินเรือ ต้องเรือลำใหญ่มากด้วย

ฉันเข้ามาด้านใน หัวใจเต้นรัว ราวกับกำลังหลบหนีบางสิ่งบางอย่าง

ผลักประตูบานหนาปิดปังอย่างตั้งใจ เตะย้ำเพื่อให้มั่นใจว่ามันปิดสนิท

เหมือนฉันรู้ ว่ามีอันตรายอยู่ข้างนอก และมันมาตามหาฉัน

ภาพมันชัดมาก จนฉันไม่รู้ว่าเป็นความฝัน

กลับมาที่ประตู ประตูนั่น ออกสีฟ้าอ่อนเพราะแสงสลัวๆด้วยซ้ำ

ทีแรกมันปิดไม่สนิท ฉันต้องทั้งเตะทั้งอัดมันแรงๆ ให้ลูกบิดสลักลงล๊อคพอดีกัน

ผนังห้องเป็นสีแดงแก่แบบโบราณ

นานแล้ว ที่ฉันไม่เคยฝันชัดเจนเท่านี้ ทั้งภาพ ทั้งความรู้สึก

มีคนอื่นอยู่ในห้องอีก

ฉันจำอย่างอื่นไม่ได้พอมาถึงตอนนี้ แต่ผู้ชายคนนึง

เพราะเช้านี้ฉันตื่นมาพร้อมความทรงจำถึงชายคนนึง

ฉันจำได้เพียงแค่รสสัมผัสของกอดอุ่นแต่พลัดพราก

เขามาช่วย เขาชี้บอกหนทางหลบหนีให้

บอกว่าให้รื้อผนังด้านบนขึ้นไป

ทางออกมีอยู่สักที่

ฉันทำตาม ฉันอุ่นใจขึ้นที่พอมีทางออกอยู่บ้าง

ฉับปีนไป แกะ ฉีก ทึ้งผนัง

จากไม้แดง เก่าผุ กลายเป็น วอลเปเปอร์โบราณสีไข่เข้ม

ฉันทำลายมันย่อยยับ ฉันเก่งอยู่แล้ว เรื่องรื้อทำลาย

หวังว่ามันจะเผยหนทาง ที่เขาบอกว่ามีอยู่จริง

เขาจะช่วยฉันก็ได้ แต่สถานการณ์นั้นฉันต้องค้นหามันเอง เขาแค่ยืนดู

ฉันปีนขึ้นไปบนโต๊ะ ตะกุยเพดานจนขาดวิ่น มันมีลักษณะคล้ายตาข่าย กรง อะไรเทือกนั้น

ฉันรู้ฉันทำได้ ก็เมื่อกลิ่นอากาศโปร่งลอดเข้ามาตามรอยฉีกเพดาน แตะจมูก

เขาบอกโบ้ยให้ปีนออกไป ดูทางหนีทีไล่เอาไว้

ฉันปีนออกไป ปรากฎว่าอยู่บนหลังคาแห่งหนึ่ง สีดำแบบคราบปูนตึกเก่าๆ

สูงแต่ทว่า ถ้าลงไปถูกมุมก็พอมีทางให้เจ็บตัวน้อยหน่อย

ฉันตะโกนลงมาบอกเขาว่า ฉันรู้แล้วว่าจะลงไปยังไง

ฉันจะไถลลงบนรถเข็นใต้หลังคา ลงแบบไม่เจ็บตัว

ฉันรอดแน่ นึกในใจ ดีใจ ตื่นเต้น

พอมาถึงตอนนี้ ฉันลืมไปหมดว่าลงมายังไงจากหลังคา

ฉันลงมาแล้วกอดเขาไว้

ฉันบอกเขาว่า ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ฉันสบายมาก

บอกเขาว่า ฉันรู้ ฉันต้องทำมันด้วยตัวฉันเอง ฉันทำได้น่า

เพราะถึงอย่างไร เมื่อไม่มีเขา ฉันก็จะต้องทำให้ได้

ในความฝันบางทีการไม่สวมเสื้อผ้าอาภรณ์เลยก็เป็นเรื่องธรรมดา

ฉันเปลือย เดินเข้าไปกอดเขาไว้ จูบเบาๆ

ภาพสุดท้าย ฉันกอดเขาไว้ราวกับจะไม่ได้กอดนี้อีกไปตลอดนับพันๆปี

ฉันรู้ นี่เป็นกอดลา ดูหนังมากี่เรื่อง ก็ดูเหมือนจะสู้ที่ฉันกอดเขาไม่ได้

สักพักฉันก็ต้องปล่อยเขาไป  ฉันไม่รู้ทำไมปล่อยเขาออก

หรือตอนนั้น ฉันอาจคิดว่า การที่ฉันเปลือยอยู่อย่างนี้ ฉันไม่ควรกอดเขาไว้นาน

อย่างไรก็ดี ฉันไม่รู้ว่าฉันฝันอยู่ แค่ฉันกล้ากอดเขาอย่างนั้น ก็เกินไปหน่อยแล้ว

จากนั้นเหมือนสิ่งที่คุกคามฉันอยู่ ที่ฉันหนีมันอยู่ มันตามเราเจอ

ฉันต้องหนีออกไป ไม่รู้ว่าอย่างไร

เท่าที่รู้ ฉันรอดมาได้

แต่ฉันไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร

ฉันจำไม่ได้ว่าหน้าตาเขาเป็นอย่างไร

แต่ฉันรักเขาหมดหัวใจตอนที่ฉันจากมา

ในความฝัน เราอาจจะมีความรู้สึกอย่างไรก็ได้ และยังคงรู้สึกเช่นนั้นแม้ยามตื่นขึ้นมา

มันจะคงอยู่ ตราบใดที่เรา “เชื่อ” ว่าเรารู้สึกอย่างนั้นได้จริง

ฉันรักชายคนนั้น กอดสุดท้ายนั้น จุมพิตแผ่วเบานั้น

ถ้าเขามีอยู่จริง

ขอให้กลับมาหาฉันอีก

ฉันจะรออยู่ในความฝัน

ทุกคืน

ในความฝัน

 

มิตรภาพมักจะจบลงด้วย……ความรัก

แต่ความรัก…..ไม่มีวันจบลงด้วย….มิตรภาพ

ฉันเกือบจะเชื่อแล้วว่า มันไม่บังเอิญ

วันนี้ฉันทำอะไรบนเตาไหม้อีกแล้ว

เรามักไปทันทุกทีตอนน้ำบนเตาแห้งหมดแล้วจริงๆ

Sunburn

October 7, 2009

เหตุผลหนึ่งที่เธอไม่นอกใจคุณ

เหตุผลหนึ่งที่เธอไม่นอกใจคุณมาตลอดหลายปี

เธอว่า หัวใจเธอไม่อาจแบ่งปันได้เหมือนขายปลีก

เมื่อตอนมอบให้ เธอให้มาหมดหน้าตัก

 

ครั้นเธอจะเอามันคืนไป

ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด

เธอจะเอาคืนทั้งหมด

 

เธอไม่ลังเลอีก

คุณยอมรับได้ไหม

ใจเธอไม่ใช่ของคุณอีกแล้ว

ใจเธอเป็นอิสระจากคุณแล้ว

 

เธอไม่ได้นอกใจคุณ

เธอหมดรักคุณ รักเธอเหือดแห้ง

 

 

///ฉันว่าเธอแก้ตัวนะ

//ไม่เธอเปล่า ก็ไม่แปลก เธอไม่ใช่นางเอก

มีผู้หญิงคนนึง

ซื้อรองเท้าคู่สวยที่เธอใส่มันไม่พอดีกลับมา

เธอเฝ้า ลองเช้า ลองเย็น

มันไม่ได้เปลี่ยนแปลง

ไม่ว่าเท้าของเธอ หรือ รองเท้าคู่นั้น

เธอซื้อมาทำไม…”ก็มันสวย ฉันอยากได้”

“ฉันอยากครอบครอง แม้รู้แต่แรกแล้วว่า ไม่มีวันใส่ได้พอดี”

และจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

 

ผ่านไปหลายปี เธอเก็บมันไว้ในห้องเก็บขอบใต้บันได

เธอเชื่อมาตลอดว่ามันอยู่ที่นั่น

แต่วันนี้เธอหามันไม่เจอ

เธอหามันไม่เจอ…รองเท้าสีชมพู

กลิ่นไหม้

September 23, 2009

การเปิดแก๊สแรงไปเพื่อเร่งอาหารสุกเร็ว

ไม่มีคำให้การใดๆ…

จนกระทั่ง กลิ่นไหม้ที่ ไม่ใช่กลิ่นอาหารโชยมาแตะจมูก

เส้นขนอ่อนบนหลังมือ นิ้ว ได้ลิ้มชิมรสเปลวไฟสังเคราะห์เสียแล้ว

กลิ่นมนุษย์ไหม้เป็นเช่นนี้เองเหรอ

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้กลิ่นอย่างนี้

แต่นี่เป็นครั้งแรก…เพียงแต่ถ้าไม่ใช่แค่ขนล่ะ

 

ฉันสงสัยมาตลอดเลยหรือ

กลิ่นเนื้อหนังมนุษย์เป็นเช่นไร

น่ากลัวเหลือเกิน…..

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.